[Books Review] ปินมะนา เส้นทางเกียรติยศของนักวิชาการป่าไม้ยุคบุกเบิก

ปินมะนาฯ คล้ายกับคนวัยชราที่ถูกหลงลืม แต่เป็นเพียงแค่วัยที่ชราภาพ เรื่องราวของปินมะนาฯ ต่างหากที่สดใหม่ บางครั้งโลกของปินมะนาฯ ก็ซ้อนทับกับโลกของวัยหนุ่มสาววนศาสตร์ในปัจจุบัน ชัดเจนราวกับเห็นด้วยตา ร้อนเร่าดั่งเหงื่อกาฬไหลอาบร่าง และเราก็โหยหา หากินกับอดีตไม่ต่างกัน

Advertisements

 ปินมะนา2

ปินมะนา เส้นทางเกียรติยศของนักวิชาการป่าไม้สยามยุคบุกเบิก

เรื่อง/ภาพ: นิราวัฒน์ นารอด

สายลมยามเย็นโหมพัดยอดไม้ไหวเอน สวนรุกขชาติขนาดกว้างยาวราวๆ 20 เมตร เป็นทิวทัศน์เดียวที่ผมเห็น ไม่ใช่สิ! มันเป็นทิวทัศน์เดียวที่เขาอนุญาตให้ผมมอง ลำป้างลำต้นขนาดขาของผู้ชายตัวใหญ่ๆ สูงประมาณตึก 6 ชั้นยังไม่สามารถต้านทานแรงลมที่มองไม่เห็นได้

เคียงกันมีไทรต้นโตส่งเสียงกรูกราวเมื่อลมพัดใบขนาดเล็กกระทบกัน ราวกับตนตรีที่ไม่มีจังหวะจะโคน มีนักร้องนำเป็นเสียงตีทองขานรับ โป้กๆ อยู่ไม่หยุดหย่อน แต่เจ้าตีทองมันอยู่ที่ไหนกัน นกตัวเล็กๆ ราวนกกระจอกบ้าน แต่สีสันดูน่าตื่นตาตื่นใจ ตัวเขียว คางเหลือง มีแดงสดตัดที่หน้าผากและสร้อยคอ ภาพในหัวผมชัดเจน แต่ภาพในสายตายังมองไม่เห็น

ผมไล่สายตาไปตามกิ่งก้านของยอดไทร

“สวัสดีปีหนึ่ง”

ใครบางคนทักทาย เสียงดังมาทางหน้าแถวที่เราจัดซ้อนกันเป็นแถวตอน ร่วมสามร้อยชีวิตมองไปยังผู้พูดด้านหน้า แต่เจ้าตีทองมันเรียกร้องผมมากกว่า เป็นตายร้ายดีผมก็จะหามันให้เจอ เสียงโป้กๆ ราวกับช่างตีทองก้องสะท้อนอยู่ในหู ดังกลบเสียงตะโกนโหวกเหวกรอบข้างจนหมดสิ้น ความเหมือนในความต่าง สายลมที่มองไม่เห็นพัดลำป้างต้นโตไหวเอน ตีทองตัวกระจ้อยก็กลบเสียงตะโกนรอบข้างได้ไม่ต่างกัน

ใครบางคนบอกว่านี่คือเส้นทางลูกผู้ชาย เขาพร่ำสอนสิ่งที่เขาคิดว่าลูกผู้ชายทำกัน คิดกัน เป็นกัน ลูกผู้ชายต้องดูแลผู้หญิง ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง กล้าหาญ อดทน สามัคคี เขาพูดราวกับว่าความเป็นลูกผู้ชาย เป็นได้ด้วยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

และแล้วผมก็เห็นมัน นกตัวกลมๆ เกาะกิ่งไร้ใบบนยอดไทร มันโยกหัวขยับเป็นจังหวะตามเสียงโป้กๆ ของมัน แสงที่แยงย้อนมาไม่สะท้อนสีที่สวยงามของมันมาเข้าตาผม ทำให้ก้อนกลมๆ นั้นเห็นเป็นสีดำ

น่าแปลกที่เสียงอันกังวานมีจุดกำเนิดมาจากนกตัวเล็กๆ แล้วเรื่องบางอย่างล่ะ มันมีจุดกำเนิดมาอย่างไร อย่างเรื่องความเป็นลูกผู้ชายที่พวกเขาพร่ำสอนผม มันมีที่มาอย่างไร เริ่มสอนกันแบบนี้ที่ตรงไหน เพราะตัวตนของเราประกอบสร้างขึ้นมาจากบางอย่างเสมอ

เราเริ่มเป็นในสิ่งที่เราเป็นจากจุดไหนในกาลเวลาที่ยาวนานนั้น

บางทีคำตอบอาจหลบซ่อนอยู่ตามซอกหลืบแห่งสายลม

 

ปินมะนา จารึก

 

          หลบซ่อนอยู่บนชั้น 3 ของสำนักหอสมุด อิงแอบกับหนังสือนับหมื่นเล่ม “ปินมะนา สยาม-ปีนัง-ทะเลอันดามัน-พม่า เส้นทางเกียรติยศของนักวิชาการป่าไม้ยุคบุกเบิก” เล่มสีฟ้าอ่อนถูกผมดึงออกมาจากชั้นหนังสือเกือบล่างสุด รูปเรือกลไฟที่พานักเรียนชายล้วนของสยามเดินทางไปปินมะนาเลือนรางด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ในตอนนั้น ความดึงดูดอันน้อยนิดของหน้าปกสะท้อนอยู่ในบัตรบันทึกการยืมที่แปะไว้ด้านหลัง

เพียง 5 ครั้งเท่านั้น!

หลังจากอ่านเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จบลง คำถามมากมายพลุ่งพล่านขึ้นในหัว ช่างแตกต่างจากภาพบนหน้าปกอย่างสิ้นเชิง ที่เนื้อหนานั้นอุดมไปด้วยความความอยากรู้ข้ามชนชั้น อันเป็นเรื่องปกติเมื่อได้แอบดูชีวิตของบุคคลชั้นสูง ที่แม้จะมองผ่านม่านหนา ไม่ชัดเจน แต่มันกระตุ้นอารมณ์ความอยากรู้ได้ดี

ผู้เขียนคือ สุรีย์ ภูมิภมร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ในขณะนั้น ปินมะนาฯ เป็นหนังสือรวมบทความในโครงการหนังสือชุดอันดามัน ของสถาบันอันดามัน ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสารสนเทศกระบี่ ซึ่งได้รับการอนุมัติจัดตั้งวิทยาเขตเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 แต่น่าเสียดายเพียง 13 ปีให้หลัง (พ.ศ. 2553) วิทยาเขตนี้เป็นอันต้องยุติลงเนื่องด้วยปัญหาเชิงที่ดิน และงบประมาณ

ปินมะนาฯ คล้ายกับคนวัยชราที่ถูกหลงลืม แต่เป็นเพียงแค่วัยที่ชราภาพ เรื่องราวของปินมะนาฯ ต่างหากที่สดใหม่ บางครั้งโลกของปินมะนาฯ ก็ซ้อนทับกับโลกของวัยหนุ่มสาววนศาสตร์ในปัจจุบัน ชัดเจนราวกับเห็นด้วยตา ร้อนเร่าดั่งเหงื่อกาฬไหลอาบร่าง และเราก็โหยหา หากินกับอดีตไม่ต่างกัน

 

2369-2399

 

วิทยาการด้านวนศาสตร์เดินทางไกลโพ้นทะเลสู่ภูมิภาคอุษาคเนย์ พร้อมกับความรวดร้าวแห่งเอกราชพม่า ในปินมะนาฯ ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดในส่วนนี้ แต่เป็นเวลากว่า 120 ปี (พ.ศ. 2367 – 2491) ที่พม่าตกเป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษ โดยผนวกรวมเข้าเป็นมณฑลหนึ่งของบริติชอินเดีย ขึ้นตรงต่อรัฐบาลอุปราชในกัลกัตตา สถานภาพของพม่าในตอนนั้นจึงไม่มีความเป็นประเทศที่มีเอกราชของตน แต่เป็นเพียงรัฐหนึ่งของอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษ

ภายหลังส่งครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2380) พม่าก็ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษโดยสิ้นเชิง และได้มีการลงนามระหว่างอังกฤษและพม่า ในสนธิสัญญายานดาโบ (Yandabo Treaty)

สนธิสัญญายานดาโบ (Yandabo Treaty) ที่ได้มีการลงนามระหว่างอังกฤษและพม่าในปี 2469 ตรงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยสนธิสัญญานี้เองที่ทำให้อังกฤษได้รับอภิสิทธิ์ในการศึกษาและสำรวจทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศพม่า

สนธิสัญญามัดมือชกนี้ ได้ผลาญทรัพยากรป่าไม้โดยเฉพาะต้นสักในประเทศพม่าไปมหาศาลเป็นเวลาหลายสิบปี เมื่อขุมทรัพย์เริ่มร่อยหรอลง อังกฤษจึงต้องว่าจ้างนักวิชาการป่าไม้ชาวเยอรมันซึ่งมีความเชี่ยวชาญสูงให้เข้ามาดูแลป่า และนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของวงการวนศาสตร์ในพม่า

“จากความพยายามในการพิสูจน์ว่างานป่าไม้ต้องใช้นักวิชาการป่าไม้เข้ามาบริหาร จึงได้มีการสร้างโรงเรียนป่าไม้พม่าขึ้น โดยมุ่งเป้าหมายเพื่อผลิตนักเรียนป่าไม้ที่มีความรู้ความสามารถในด้านวิชาการป่าไม้และในด้านการปฏิบัติ…

“[…] พม่าได้จัดตั้งโรงเรียนป่าไม้เป็นครั้งแรกที่ ทราวดี (Theryarwady) ในปี 2441 โรงเรียนเปิดการสอนได้เพียง 2 ปี ผลิตเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เพียง 7 คน ในปี 2443 อังกฤษได้ย้ายโรงเรียนป่าไม้ไปอยู่ที่ปินมะนา หลังจากเปิดไปแล้ว 4 ปี รัฐบาลไทยจึงได้ส่งนักเรียนทุนรัฐบาลไทยไปเรียนที่โรงเรียนป่าไม้พม่าอย่างต่อเนื่อง รวม 15 รุ่น จำนวน 33 คน นักเรียนไทยชุดสุดท้ายที่ได้ไปเรียนที่โรงเรียนป่าไม้พม่าอยู่ในช่วงปี 2472 – 2476”

โดยสรุปแล้วนักเรียนสยามที่ไปเรียนในโรงเรียนป่าไม้พม่าอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2447 – 2476 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 แม้ผู้เขียนปินมะนาฯ จะใช้คำว่า “รัฐบาลไทย” และ “นักเรียนไทย” ในช่วงปีพุทธศักราชดังกล่าวที่นักเรียนสยามไปเรียนที่โรงเรียนป่าไม้พม่า อาจจะเป็นความผิดพลาดเนื่องจากในช่วงเวลานั้นประเทศไทยยังไม่ถือกำเนิดขึ้น แต่ยังคงเป็นประเทศสยามอยู่เดิม

 

2447 – 2476

 

ในหนังสือ “นโยบายการป่าไม้” เขียนโดย เทียม คมกฤส กล่าวถึงรายงานที่ Mr. H. Slade ที่เดินทางมาสำรวจกิจการป่าไม้ในประเทศไทย (พ.ศ. 2438) ซึ่งภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมป่าไม้คนแรกของสยาม (พ.ศ. 2439) ระบุถึงความตอนหนึ่งว่า “การป่าไม้ ทั้งหมด อยู่ใน ความ ยึดถือ ครอบครอง ของ เจ้านาย เจ้าของ ท้องที่ แทนที่จะได้อยู่ในความดูแลควบคุมของรัฐบาลกลาง… (เว้นวรรคตามต้นฉบับ-ผู้เขียน)”

ซึ่งสถานการณ์ดั่งในรายงานของ Mr. H. Slade เป็นที่แน่ชัดว่าสยามในช่วงเวลานั้นปกครองโดยระบอบศักดินา (Fuedalism) ที่อำนาจ การผูกขาดทรัพยากรไม่ได้อยู่ที่กษัตริย์โดยสมบูรณ์ ดังนั้นพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 5 คือการสถาปนาระบบสมบูรณายาสิทธิราชย์ (กุลลดา เกษบุญชู-มี้ด) หนึ่งในนั้นคือการตั้งกรมป่าไม้ เพื่อรวมศูนย์อำนาจจากมูลนาย รวมถึงเจ้าประเทศราชภาคเหนือที่ถือครองพื้นที่ป่า มาอยู่ที่รัฐบาลกลางในรูปแบบของการจัดเก็บภาษี การเรียนการสอนที่ปินมะนาเน้นไปที่การทำไม้ การปลูกสร้างสวนป่าเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

“ในการจัดระบบการศึกษาจะเน้นให้นักศึกษาได้รู้จักพรรณไม้ในป่าประเภทต่างๆ ให้เรียนรู้เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการวัดต้นไม้ จัดการไม้ และตัดไม้

“[…] ในการศึกษาที่โรงเรียนป่าไม้พม่านั้น จะมีการแบ่งภาคการศึกษาออกเป็นเทอม ภาคแรกรเริ่มในต้นเดือนมิถุนายน … เริ่มเรียนด้วยการไปแผ้วถางทำความสะอาดบริเวณโรงเรียน และดายหญ้าในบริเวณแปลงทดลองปลูกต้นไม้ของโรงเรียน

“[…] ในภาคการศึกษาที่สอง เริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน และเรียนต่อเนื่องกันไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม … การฝึกงานในครั้งนี้เน้นในเรื่องการปลูกบำรุงสวนป่า การทำแผนที่ การทำทางชักลากไม้ การคัดเลือกไม้ การกานไม้ การตัดไม้บำรุงป่า มีการเก็บตัวอย่างเมล็ดไม้และตัวอย่างพรรณไม้…”

ที่โรงเรียนป่าไม้พม่า แม้จะมีอาจารย์ผู้สอนทั้งชาวอังกฤษ เยอรมัน และพม่า แต่การวางโครงสร้างหลักสูตรนั้นเป็นผลมาจากวิทยาการจากฝั่งอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคม โดยผู้อำนวยการโรงเรียนป่าไม้พม่าเป็นชาวอังกฤษแทบทั้งสิ้น จากข้อมูลในหนังสือปินมะนาฯ กล่าวถึงผู้อำนวยการที่เป็นชาวพม่าเพียง 1 คน ที่เข้ามารับตำแหน่งในปี พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นช่วงปลายสมัยแห่งการปกครองพม่าโดยอังกฤษ

ซึ่งการที่อังกฤษยอมให้อาจารย์ชาวพม่าได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนฯ นั้นย่อมเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองพม่าที่เริ่มไม่แน่นอน ประกอบกับสถานการสงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งคลี่คลาย การถอนอำนาจของอังกฤษออกจากโรงเรียนป่าไม้พม่า ย่อมเป็นผลมาจากสถานการณ์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในปี พ.ศ. 2491 การต่อรองทางการเมืองนำไปสู่เอกราชของพม่าในที่สุด

ในหนังสือปินมะนาฯ ได้กล่าวถึงกิจกรรมการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นในโรงเรียนป่าไม้พม่า และเป็นที่น่าสังเกตว่า กิจกรรมทั้งหมด มุ่งเน้นไปที่การจัดการเกี่ยวกับระเบียบวินัยของนักเรียนเป็นสำคัญ

“แต่ละวันในช่วงที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนจะมีโปรแกรมดังนี้ ตื่นนอนเวลา 05.00 น. เวลา 06.00-07.00 น. จะออกกำลังกาย ทุกวัน (เว้นวันอาทิตย์) เวลา 08.00 น. จึงเข้าเรียนต่อเนื่องจนถึงเวลาเที่ยงวัน เวลา 13.00 น. จึงเริ่มเรียนภาคบ่าย”

การกำหนดเวลาชีวิตของนักเรียนในลักษณะนี้ คล้ายกับที่ปรากฏในโรงเรียนกินนอนของอังกฤษ และเป็นตัวช่วยยืนยันว่าชาวอังกฤษครอบครองอำนาจในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนป่าไม้พม่าเอาไว้ทั้งหมด นอกจากกิจวัตรประจำวันของนักเรียนแล้ว ในแต่ละเทอมนักเรียนจะต้องทำการวิ่งทดสอบทางไกลเป็นระยะทาง 12 ไมล์ (ประมาณ 19 กิโลเมตร) และ 16 กิโลเมตรในเทอมแรก และเทอมหลังตามลำดับ

 

วิ่งประเพณีฯ มรดกแห่งเจ้าอาณานิคมตะวันตก

 

เมื่อดูเพียงผิวเผิน อาจจะคิดว่าการวิ่งทดสอบระยะไกล และกิจวัตรประจำวันที่มีระเบียบแบบแผน เป็นการฝึกฝนลักษณะนิสัยที่ดีต่อตัวนักเรียน แต่เมื่อมองในบริบทของปี พ.ศ. 2447 – 2476 การเข้ามาของการบอกเวลาเป็นตัวเลขบนนาฬิกา เป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่มากในสมัยนั้น และสำนึกเรื่องของความแข็งแรงจากการฝึกฝนออกกำลังกายเพื่อใช้แรงงานในการทำงานนั้นเป็นตัวอย่างของความสมัยใหม่ที่อังกฤษนำเข้ามาสู่พม่า

การเข้ามาของอังกฤษนอกจากจะเป็นการแสวงหาแหล่งทรัพยากรแห่งใหม่แล้ว สิ่งสำคัญคืออังกฤษได้นำแนวความคิด “รัฐสมัยใหม่ (Modern State)” เข้ามาสู่พม่าด้วย ทำให้ระบบการเมืองของพม่าในตอนนั้นเป็นการก้าวผ่านจากรัฐสมัยเก่ามาสู่รัฐสมัยใหม่ และมีการใช้ “ระบบบริหารราชการแบบใหม่” ซึ่งต่างไปจากยุคเดิม (ปุญญวันต์ จิตประคอง)

สำนึกความเป็นสมัยใหม่ที่ข้ามมาจากตะวันตกนี้เองที่ปรากฎเด่นชัดอยู่ในหลักสูตรของโรงเรียนป่าไม้พม่า ดังที่กล่าวถึงไว้ในหนังสือปินมะนาฯ เพราะรัฐสมัยใหม่มีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประชากร (Population) ดังนั้นการวิ่งทดสอบระยะไกล และกิจวัตรประจำวันที่ต้องตรงต่อเวลาเช่นนี้ คือการฝึกฝนประชากรในรัฐชาติสมัยใหม่ ให้มีศักยภาพ และคุณภาพเพียงพอที่จะเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการสร้างรายได้ให้กับรัฐ

ภายหลังจากที่นักเรียนสยามสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนป่าไม้ที่ปินมะนาแล้ว ในจำนวน 31 คนนี้ บางคนได้มาดำรงตำแหน่งในวิทยาลัยวนศาสตร์ จังหวัดแพร่ การวางแผนการศึกษา โครงสร้างหลักสูตร รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ล้วนได้รับอิทธิพลจากโรงเรียนป่าไม้พม่าแทบทั้งสิ้น

และมีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนป่าไม้พม่าจำนวน 2 คนที่ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยลัยเกษตรศาสตร์ คือ หม่อมเจ้าสืบศุขสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ์ และศาสตราจารย์ เทียม คมกฤส ดังนั้นกระบวนการเรียนการสอนภายในคณะวนศาสตร์ปัจจุบัน จึงได้รับการสืบทอดมาตั้งแต่ยุคสมัยของโรงเรียนป่าไม้พม่า และวิทยาลัยวนศาสตร์ จังหวัดแพร่ กระทั่งจวบจนปัจจุบัน

ปินมะนาฯ หนังสือเล่มเล็กๆ หลบซ่อนราวกับคนชราขี้อายที่ยังมีความทรงจำชัดเจน ปินมะนาฯ ไม่ได้มีหน้าที่รื้อสร้างความทรงจำใหม่ แต่ปินมะนาฯ กำลังตะโกนเรียกอยู่ในมุมมืดๆ กลางหอสมุดให้เราทบทวนการกระทำของเรา

กาลเวลายาวนานเปรียบดั่งภาพเขียนที่ถูกวาดใหม่ซ้อนทับลงไปเรื่อยๆ โดยจิตกรผู้ไร้ซึ่งจรรยาบรรณ เรื่องราวแต่กาลก่อนคล้ายถูกบิดเบือน ต่อเติมเสริมแต่งให้จัดจ้าน เร้าใจ และมีความศักดิ์สิทธิ์ เราถูกบังคับให้จดจำภาพเขียนนั้นในวันที่การลงสีทับครั้งใหม่สมบูรณ์แล้ว และเราก็พยายามเพิ่มเติมความเชื่อใหม่ๆ ลงไปในภาพนั้นวาดมันจนเสร็จ และให้คนรุ่นใหม่ได้จดจำมันอีกครั้ง เรื่อยไปไม่มีจบสิ้น

ที่น่ากลัวไปกว่านั้น คือเราเชื่อโดยสนิทใจว่าภาพเขียนที่ถูกดัดแปลงไปมากมายนั้นคือความจริงหนึ่งเดียว และเราพร้อมที่จะกีดกันทุกช่องทางในการรื้อสร้างภาพเขียนนั้นใหม่

แต่ปินมะนาฯ จะไม่ทำหน้าที่นั้น หน้าที่นั้นเป็นของคนที่กำลังถือแปรงทาสีอยู่ในมือ

จิตกรคนนั้นคือเรา

 

เอกสารอ้างอิง

 

สุรีย์ ภูมิภมร.  2542.  ปินมะนา สยาม-ปีนัง-ทะเลอันดามัน-พม่า เส้นทางเกียรติยศของนักวิชาการป่าไม้ยุคบุกเบิก.  สถาบันอันดามัน วิทยาเขตสารสนเทศกระบี่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปุญญวันต์ จิตประคอง.  2554.  วิวัฒนาการการเมืองการปกครองพม่า : ยุคก่อนอาณานิคม ถึงยุคหลังอาณานิคม (ค.ศ.13-1988).  นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1074

กุลลดา เกษบุญชู-มี้ด.  2558.  หมายเหตุประเพทไทย #77 กำเนิดและพัฒนาการของรัฐจารีต, https://www.youtube.com/watch?v=9D9IXC-Qp1U&list=PLyjd9jzMpO2Xby4FyxWMwY8auIFY01eVQ&index=155

เทียม คมกฤส.  2514.  นโยบายการป่าไม้.  คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s